กระชับรูขุมขน รูขุมขนบนใบหน้าปัญหาผิวพรรณที่ทำเอาสาวๆเครียด

กระชับรูขุมขน รูขุมขนบนใบหน้าปัญหาผิวพรรณที่ทำเอาสาวๆเครียด กันมาหลายคนแล้ว วันนี้เบ็ดเตล็ดไอเดียขอแนะนำวิธีแก้รูขุมขนบนใบหน้าแบบง่ายๆที่รับรองว่าเห็นผลดีและปลอดภัยมากๆเลยค่ะ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน สำหรับวิธีกระชับรูขุมขนกว้างบนใบหน้าง่ายๆนั้น สาวๆสามารถแก้ปัญหารูขุมขนกว้างด้วยสูตรกระชับรูขุมขนจากวิธีธรรมชาติดังต่อไปนี้ค่ะกระชับรูขุมขน
1. มะเขือเทศ หากพอกหน้าด้วยมะเขือเทศปั่นวันละ 15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน สมานผิวหน้าให้เต่งตึง รักษาสิว และช่วยกระชับรูขุมขนอย่างเห็นผลได้ชัดอีกด้วยค่ะ

2. ประคบน้ำแข็ง เพียงแค่นำเอาก้อนน้ำแข็งสะอาดมาประคบบนใบหน้า หรือถ้าเย็นมากจนทนไม่ไหวก็ให้ใช้ผ้าบางๆ ห่อน้ำแข็งเอาไว้ ก่อนจะนำมาถูก็ได้ จากนั้นถูวนเบาๆและเน้นบริเวณผิวที่มีรูขุมขนกว้าง ทำเป็นประจำทุกเช้าหรือก่อนนอนครั้งละประมาณ 15-30 วินาที ก็จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับและเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะกระชับรูขุมขน

3. มะนาว เพียงแค่นำน้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมลงไปกับดินสอพองหรือน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ช่วยลดปัญหารูขุมขนอย่างเห็นผลได้ชัด นอกจากนี้แล้วมะนาวยังช่วยให้ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆกับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดำหรือรอยแผลเป็นจางลงอีกด้วยค่ะ

4. น้ำผึ้ง อีกหนึ่งตัวช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส และยังช่วยกระชับรูขุมขนให้แลดูเล็กลงอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำผึ้งไปผสมกับโยเกิร์ต แล้วนำมาพอกหน้าไว้ประมาณ 15 นาที หรือนำมานวดแบบเพียวๆก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ใบบัวบก อีกหนึ่งสมุนไพรที่ช่วยกระชับรูขุมขนที่ได้ผลดีไม่น้อยไปกว่าวิธีอื่นๆ เนื่องจากใบบัวบกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายนั่นเอง สำหรับวิธีใช้ใบบัวบกลดรูขุมขนนั้น เพียงแค่นำใบบัวบกเอามาปั่นผสมกับน้ำเย็น แล้วพอกทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 -30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้รูขุมขนก็จะค่อยๆเล็กลงๆจนหายไปในที่สุดค่ะ

6. น้ำตาลทราย อีกหนึ่งตัวช่วยลดและกระชับรูขุมขนที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพียงแค่นำเอาน้ำตาลทรายมาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมันมะกอก แล้วนำไปทาบนใบหน้าแล้วก็ขัดเบาๆ โดยค่อยๆหมุนนิ้วเป็นแนววงกลม เน้นส่วนที่มีรูขุมขนกว้างและผิวมัน จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-4 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำที่เย็นจัด น้ำผึ้งนั้นมีสรรพคุณในการช่วยลดความมันบนใบหน้าและทำให้รูขุมขนเล็กลง

7. แตงกวา สูตรนี้อาจทำให้หลายๆคนประทับใจไม่น้อย เพียงแค่นำแตงกวามา 1 ลูก ฝานและบดขยี้จนเป็นเนื้อละเอียด จากนั้นให้นำมาผสมกับมะนาวสัก 2-3 หยด แล้วนำมามาร์คบนใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แตงกวานั้นมีสารทำให้เย็นจึงสามารถช่วยในการลดรูขุมขนกว้างให้กระชับได้ และมะนาวช่วยลดจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอบนใบหน้าได้อีกด้วย กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง สำหรับสาวๆ บางคนที่กล้ามเนื้อตึง

ลดหน้าท้อง สำหรับสาวๆ บางคนที่กล้ามเนื้อตึง เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายสักเท่าไหร่ ท่าออกกำลังกายบางท่านี้ สาวๆ อาจจะทำได้ไม่คล่องมากค่ะ แต่รับรองว่า ถ้าสาวๆ ทำทุกวันและฝึกฝนบ่อยๆ นอกจากจะได้หน้าท้องที่สวยเป๊ะ หุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นแล้ว อาการปวดเนื้อปวดตัวทั้งหลายจากการนั่งทำงานนานๆ ก็จะหายไป เพราะได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อนั่นเองค่า ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง

ท่าที่ 1 Single-Leg Stretchลดหน้าท้อง

– นอนหงาย กอดเข่าทั้งสองข้างแนบอก ยกศีรษะลอยขึ้นจากพื้น

– ยืดขาทั้งสองข้างออกไปให้เหยียดตรง โดยให้ขาทั้งสองข้างลอยขึ้น ไม่แตะพื้น

– จากนั้นสลับงอขาขึ้นลง โดยเริ่มจากงอเข่าซ้ายเข้าหาตัว มือขวาจับเข่าซ้ายไว้ ส่วนมือซ้ายจับไว้บริเวณน่องซ้ายเช่นกัน แล้วจึงสลับเป็นขาขวา นับเป็น 1 ครั้ง

– ทำซ้ำ 10 ครั้ง โดยพยายามเหยียดขาให้ตรงอยู่ตลอดเวลา

ท่าที่ 2 Crisscrossลดหน้าท้อง

– เริ่มด้วยท่านอนหงาย เข่าทั้งสองข้างยกขึ้นแนบอก ยกศีรษะขึ้นจากพื้น มือทั้งสองข้างจับด้านหลังศีรษะไว้

– เกร็งหน้าท้อง เหยียดขาทั้งสองข้างออกไป จากนั้นงอเข่าซ้ายทำมุม 90 องศา พร้อมกับบิดลำตัว ยกไหล่ขวาไปทางซ้าย

– สลับขา งอเข่าขวาทำมุม 90 องศา พร้อมกับบิดลำตัว ยกไหล่ซ้ายไปทางขวา นับเป็น 1 ครั้งลดหน้าท้อง

– ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 3 Double-Leg Stretch

– นอนหงาย งอเข่าทั้งสองข้างขึ้นแนบอก

– เกร็งหน้าท้อง ยกลำตัวด้านบนขึ้น และใช้มือทั้งสองข้างจับบริเวณหน้าแข้งหรือเข่าไว้

– หายใจเข้า จากนั้นค่อยๆ เหยียดขาออกไป ทำมุม 45 องศา พร้อมๆ กับยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ให้อยู่ระดับเดียวกับหู

– หายใจออก และวาดแขนทั้งสองข้างลง พร้อมกับงอเข่าทั้งสองข้างแนบอก นับเป็น 1 ครั้ง

– ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 4 Double Straight-Leg Stretch

– นอนหงาย งอเข่าทั้งสองข้างขึ้นแนบอก ยกศีรษะขึ้น มือทั้งสองข้างวางไว้ด้านหลังศีรษะ

– เกร็งหน้าท้อง ยกขาทั้งสองขึ้นด้านบนเหยียดตรง ทำมุม 90 องศา

– ค่อยๆ ปล่อยขาทั้งสองข้างลง ให้ห่างจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว โดยที่ขาทั้งสองข้างยังคงเหยียดตรง

– ยกขากลับขึ้นเหยียดตรงช้าๆ กลับสู่ท่าเดิม นับเป็น 1 ครั้ง

– ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 5 Single Straight-Leg Stretch

– นอนหงาย ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ยกลอยจากพื้นเล็กน้อย พร้อมกับยกหลังด้านบนและศีรษะขึ้นจากพื้น

– ยกขาขวาขึ้นด้านบน โดยใช้มือทั้งสองข้างจับขาบริเวณข้อพับไว้ จากนั้นดันขาเข้าหาตัวให้มากที่สุดเท่สาที่จะทำได้

– สลับขา ปล่อยขาขวาลงเหยียดตรง พร้อมกับยกขาซ้ายขึ้นด้านบน มือทั้งสองข้างจับขาซ้ายไว้ นับเป็น 1 ครั้ง

– ทำซ้ำ 10 ครั้ง ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ ลองใช้วิธีการรักษาสิวอักเสบสูตรโบราณ

สิวอักเสบ ลองใช้วิธีการรักษาสิวอักเสบสูตรโบราณ ที่จะนำมาเสนอในวันนี้ดูนะคะ ด้วยคุณสมบัติของปูนแดงที่มีฤทธิ์ช่วยในการดูดซับสิวให้แห้ง และขมิ้นชันที่มีคุณสมบัติในการช่วยต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิว สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ อีกทั้งยังผสมน้ำมะนาวที่มีวิตามินซีสูง และช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนของผิว และลดการอักเสบได้ สามคุณค่าของสมุนไพรจะช่วยให้สิวบนใบหน้ายุบตัวลงได้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นอันตรายจากสารเคมีด้วยค่ะ มาลองทำดูกัน

วิธีการรักษาสิวอักเสบสูตรโบราณ

วิธีการรักษาสิวอักเสบด้วยปูนแดงและขมิ้นชันนั้น มีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากดังต่อไปนี้คือ เตรียมปูนแดง (แบบสำหรับกินกับหมาก) ประมาณครึ่งช้อนชา ผสมกับผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา หยดน้ำมะนาวลงไปอีกประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ซับให้แห้งแล้วนำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาแต้มลงบนหัวสิวที่กำลังอักเสบ หรือกำลังจะอักเสบแล้วทิ้งไว้ให้เนื้อครีมแห้งซึมลงไปสู่ผิว หากรู้สึกแสบยิบ ๆ ให้ล้างออกได้ แต่หากไม่แสบผิวจะทิ้งไว้จนแห้งเลยก็ได้ สูตรนี้สามารถนำมาแต้มสิวได้ทุกวันทั้งเช้าและก่อนนอนจนกว่าจะหาย

วิธีการรักษาสิวอักเสบสูตรโบราณนี้ จะช่วยให้สิวยุบตัวเร็วขึ้น พร้อมทั้งทำให้ผิวบริเวณที่เป็นสิวนั้นขาวสว่าง ไม่ทิ้งรอยด่างดำไว้กวนใจหลังจากสิวหายอีกด้วย ทั้งยังช่วยป้องกันผิวบริเวณรอบ ๆ สิวไม่ให้เกิดการอักเสบลุกลาม เพราะส่วนผสมมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วยค่ะ สิวอักเสบ.

วิตามินซี (Vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิกเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ

วิตามินซี (Vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิกเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงสัตว์ส่วนใหญ่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีเองได้ แต่มนุษย์ต้องอาศัยวิตามินซีจากอาหารเสริมแทนเท่านั้น
วิตามินซี มีบทบาทสำคัญในการสร้าง คอลลาเจน เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย วิตามินซี.

วิตามินซี
วิตามินซี ชนิดนี้มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก. หรือ mg.)
วิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึม ธาตุเหล็ก ได้ดียิ่งขึ้น
วิตามินซีจะถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็วเมื่อคุณตกอยู่ในสภาวะเครียด
การขาดวิตามินซีอาจทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟันได้
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันอยู่ที่ 60 mg. และสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรที่ประมาณ 70-96 mg.
ผู้ที่สูบบุหรี่และผู้สูงอายุ ควรได้รับวิตามินซีเพิ่มมากขึ้น
ร่างกายจะสูญเสียวิตามินซี 25 – 100 mg. ต่อการสูบบุหรี่หนึ่งมวน
ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของคอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
แหล่งที่พบวิตามินซีได้ในธรรมชาติ ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย เป็นต้น
วิตามินซี
หากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้เกิดนิ่ว บางครั้งการรับประทานในปริมาณที่สูงหรือมากกว่า 10,000 mg. ขึ้นไปอาจก่อให้เกิดผลเสีย เช่น อาการท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย มีผื่นผิวหนัง ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวคุณควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลง คนไข้โรคมะเร็งที่กำลังฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ไม่ควรรับประทานวิตามินซีเพราะผลตรวจอาจแปรปรวนได้
ศัตรูของวิตามินซี ได้แก่ แสง, ออกซิเจน, น้ำ, ความร้อน, การสูบบุหรี่, การปรุงอาหาร วิตามินซี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ผู้ที่ขาดวิตามินซีมักมีอาการอ่อนเพลีย

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ผู้ที่ขาดวิตามินซีมักมีอาการอ่อนเพลียอันตรายจากการขาดวิตามินซี เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือดออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี แผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซี ทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ จะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหายช้ากว่าปกติวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติของวิตามินซี คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็ง และช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซี จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง และทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่ายวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
เป็นโรคลักปิดลักเปิด ในกรณีของเด็ก หรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซี น้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้ หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติอาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจางและมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้
อันตรายจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไป
เนื่องจากวิตามินซี มีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซี ในปริมาณมากจะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็ก ตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิธีกินวิตามินซี ประโยชน์ของวิตามินซีโรคหวัดกับวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซี ประโยชน์ของวิตามินซีโรคหวัดกับวิตามินซี โรคหวัด เป็นโรคที่รักษาหายยากโรคหนึ่งและโรคหวัดมักเป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น ปอดบวม และไม่มีวิธีใด ๆ ที่จะป้องกันมิให้เกิดโรคหวัด สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหวัด เกิดขากเชื้อไวรัส แต่เชื้อไวรัสนั้นมีมากมายหลายพันธุ์ เพราะฉะนั้นวัคซีนที่ได้จัดเตรียมขึ้นเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัส 2 – 3 ชนิด จึงไม่สามารถจะใช้ป้องกันโรคหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสทุกชนิดได้ “ยาบรรเทาอาการหวัด” ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดยาปัจจุบันก็เป็นเพียงยาลดใข้หรือแก้ปวด ซึ่งเกิดจากโรคหวัดไม่ใช่ยาที่ออกฤทธิ์รักษาโรคหวัดโดยตรง วิธีกินวิตามินซี.

วิธีกินวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซี วิตามินซี มีกลไกออกฤทธิ์ต่อโรคหวัดได้อย่างไรนั้นยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ แต่ก็มีจุดสำคัญ ๆ พอที่จะนำมาสรุปได้ดังนี้

1. วิตามินซี ออกฤทธิ์โดยตรงต่อเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคหวัด เชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ฤทธิ์ของเชื้อไวรัสเหล่านั้นอ่อนแอลงวิธีกินวิตามินซี

2. วิตามินซี มีส่วนสัมพันธ์กับการสังเคราะห์โปรตีนชนิดหนึ่งของร่างกาย คือ คอลลาเจน ( ลักษณะคล้ายวัสดุซีเมนต์ ) ซึ่งมีปริมาณประมาณ 30 % ของปริมาณของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายหน้าที่ของคอลลาเจน คือ สารคล้ายกาวที่ยึดเซลล์ไว้ด้วยกัน วิตามินซี นอกจากออกฤทธิ์โดยตรงต่อเชื้อไวรัสแล้ว ยังออกฤทธิ์บางส่วนในการเสริมความแข็งแรงโดยสารซีเมนต์นั้นต่อระบบชีวภาพของร่างกายด้วย ด้วยเหตุนี้อัตราการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสผ่านเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ จะถูกปิดกั้น และลดโอกาสการบุกทะลวงของเชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ได้ ด้วยผลดังกล่าวเมื่อเชื้อไวรัสผ่านเข้าสู่ระบบชีวภาพจึงถูกควบคุมให้อยู่กับที่โดยเฉพาะไม่เปิดโอกาสให้เชื้อไวรัสได้แผลงฤทธิ์ต่อไปได้ ส่วนทางด้านตัวผู้ป่าวยจะเกิดอาการหวัดเพียงเล็กน้อยหรือไม่เกิดอาการขึ้นเลย ถึงแม้อาการบางอย่างจะปรากฏขึ้นก็เกิดขึ้นอย่างเบาบางและปราบสิ้นไปซึ่งระยะเวลาอันสั้น ถ้าเชื้อไวรัสหวัดสามารถบุกทะลวงเข้าสู่ร่างกายได้ มันจะทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือไข้ ท้องเสีย และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อต่าง ๆ วิตามินซี ก็จะช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายไปให้กลับดีดังเดิม ( ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสหวัด ) ได้ในระยะฟักพื้นวิธีกินวิตามินซี

3. การบริโภควิตามินซี ในขนาดสูง ๆ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งแก่กลไกป้องกันทางชีววิทยา สิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญในการป้องการโรคสำหรับร่างกาย ถ้าหากเราสมมุตว่าเชื้อโรคเป็นเชื้อไวรัสและแบคทีเรียเป็นข้าศึกศัตรู อำนาจป้องกันร่วมกันเพื่อต่อสู้ข้าศึกศัตรูก็คือ กลไกป้องกันทางชีววิทยานั่นเอง และพลังอำนาจในการป้องกันนี้เพิ่มสูงขึ้นได้ ก็โดยการบริโภควิตามินซี เพราะฉะนั้นให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้บริโภควิตามินซี ในประมาณมาก ๆ กลไกในการป้องกันโรคจะเพิ่มมากขึ้้นวิธีกินวิตามินซี

วิตามินซี ยังช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันทางชีววิทยาและกระตุ้นการผลิตแอนตี้บอดี้ ( ภูมิคุ้มกันโรค ) ด้วย ซึ่งได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสัตว์พบว่าวิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคอย่างแน่นอน

4. วิตามินซี ช่วยเพิ่มอัตราการผลิตสารอินเตอร์เฟอรอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้านทานโรคของเซลล์ต่อเชื้อไวรัสมากขึ้น อินเตอร์เฟอรอนในปัจจุบันเป็นสารสำคัญยิ่งทางด้านการแพทย์ปัจจุบัน เพราะจะออกฤทธิ์โดยตรงต้านโรคมะเร็งและโรคไวรัสตับอักเสบ การผลิตอินเตอร์เฟอรอนนั้น จะเพิ่มประมาณขึ้นโดยฤทธิ์ของวิตามินซี เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในการยอมรับที่ว่าวิตามินซี สามารถป้องกันโรคมะเร็งและโรคที่รักษาหายยากได้ วิธีกินวิตามินซี.

วิตามินซี ผิวขาว ประโยชน์ของวิตามินซีต่อร่างกาย

วิตามินซี ผิวขาว ประโยชน์ของวิตามินซีต่อร่างกาย ร่างกายของเรานั้น ไม่สามารถสร้าง “วิตามินซี” (Ascobic Acid) ขึ้นได้ด้วยตัวเอง และวิตามินซีก็ยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากการรับประทาน ซึ่งวิตามินซีจะมีหน้าที่หลักในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากกระบวนการในร่างกาย หรือจากมลภาวะ สิ่งแวดล้อมก็ตาม จะทำให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสภาพ หรืออาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ที่ผิดปกติได้ วิตามินซี ผิวขาว.

วิตามินซี ผิวขาว

วิตามินซี ผิวขาว วิตามินซีจะทำหน้าเป็นตัวช่วยในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื้อที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณ และเส้นเลือดให้แข็งแรง เส้นเลือดไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว จึงทำให้ผิวขาวใสขึ้น และยังช่วยลดการเกิดริ้วรอย รอยด่างดำ ลดรอยสิว อื่น ๆ เป็นต้นได้เป็นอย่างดีวิตามินซี ผิวขาว

ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีต่อร่างกาย

วิตามินซีช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น และช่วยป้องกันการติดเชื้อจากบาดแผล
วิตามินซีจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากผักที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
วิตามินซีจะช่วยให้ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง และทำให้ผิวหนังแข็งแรง
วิตามินซีจะช่วยให้เหงือกและฟันแข็งแรง และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้เหงือกและฟันแข็งแรงวิตามินซี ผิวขาว
บทบาทของวิตามินซีในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื้อที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณ และเส้นเลือดให้แข็งแรง เส้นเลือดไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว จึงทำให้ผิวขาวใสขึ้น และยังช่วยลดการเกิดริ้วรอย รอยด่างดำ ลดรอยสิว อื่น ๆ เป็นต้นได้เป็นอย่างดี วิตามินซี ผิวขาว.

หลุมสิว นับว่าเป็นปัญหากวนใจของคนที่ปล่อยให้สิวอักเสบมันลุกลาม

หลุมสิว นับว่าเป็นปัญหากวนใจของคนที่ปล่อยให้สิวอักเสบมันลุกลาม จนกินพื้นที่ลึกลงไปถึงเนื้อใน ถึงขั้นทำให้เนื้อหายจนกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ ส่วนบางคนก็พลาดหนักยิ่งกว่านั้น คือพยายามบีบสิวอย่างผิดวิธีจนทำให้สิวอุดตันธรรมดา ๆ กลายเป็นสิวอักเสบ พร้อมกับไปกระตุ้นสิวนั้นให้รุนแรงหนักกว่าเดิม ถ้าจะบอกว่าหลุมสิวมันเกิดจากตัวคุณเองก็คงจะไม่ผิดนัก หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว เพราะความจริงแล้วทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การพยายามป้องกันไม่ให้ตัวเองมีสิวอักเสบ หรือถ้าเป็นแล้วก็ต้องรีบหาทางปฏิบัติเพื่อทำให้สิวอักเสบยุบเร็วขึ้นโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ถ้าเราเจอกันช้าไป จนคุณพลาดไปมีหลุมสิวอยู่บนใบหน้าแล้ว ก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ แก้ไขกันต่อไป แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำให้ผิวมันเติมเต็มหลุมได้เหมือนเดิม 100% แต่เราก็สามารถทำให้เซลล์เนื้อเยื่อใหม่ฟื้นฟูและเติมเต็มหลุมได้ถึง 70-80%

ระดับความรุนแรงของหลุมสิว
ระดับ Ice pick scar (ระดับรุนแรงที่สุด) หลุมสิวระดับนี้จะเป็นหลุมลุกมีปากแคบ รักษาได้ยากมาก เพราะแนวหลุมเป็นไปในทางลึก กว่าผิวจะฟื้นฟูจนเต็มคงต้องใช้เวลานานในการรักษา ซึ่งหลุมระดับนี้ใช้ยาทาก็มักจะเอาไม่อยู่ แต่ทำได้แค่ช่วยให้รอยมันตื้นขึ้นมาเท่านั้น
หลุมสิวระดับรุนแรง

ระดับ Box scar (ระดับรุนแรงปานกลาง) หลุมสิวระดับนี้จะมีลักษณะเป็นบ่อ มีขอบชัดเจนและมีขอบเขตกว้างกว่าระดับ Ice pick scar แต่จะมีความตื้นมากกว่า เพราะมันจะกินความลึกแค่ชั้นผิวเท่านั้น ไม่ได้กินไปจนถึงชั้นรูขุมขน หลุมสิวระดับนี้เราสามารถใช้ยาทาควบคุมไปกับการทำทรีทเม้นท์ได้ ซึ่งรอยหลุมอาจจะเหลือร่องรอยจุดด่างดำอยู่บ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูแลและรักษาให้ดี ก็ค่อนข้างจะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจหลังการรักษา
หลุมสิวระดับรุนแรงปานกลาง

ระดับ Rolling scar (ระดับทั่วไป) หลุมสิวระดับนี้จะมีลักษณะเป็นหลุมสิวแบบตื้น ๆ เป็นแอ่งเว้าลงไป กินพื้นที่แค่ส่วนบนของผิวเพียงเล็กน้อย ซึ่งหลุมระดับนี้มักจะเกิดจากการแกะเกาสิวที่อยู่ในระดับที่ไม่ลึกมากนักและทำการรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น ๆ คุณสามารถใช้ยาทาในการเติมเต็มเนื้อผิวได้
หลุมสิวระดับทั่วไป

ขาดความกว้าง ความลึก และลักษะของหลุมสิวแต่ระดับ

ระดับหลุมสิว

วิธีรักษาหลุมสิว
การรักษาหลุมสิวบนใบหน้า จะถูกแบ่งออกเป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คือ การรักษาด้วยการทายา (เป็นการรักษารอยหลุมตื้น ๆ ซึ่งมักจะเป็นรอยหลุมระดับทั่วไป (Rolling scar) ยาที่นำมาใช้ทำให้ผิวตื้นขึ้นก็จะมีหลายชนิดด้วยกัน), การรักษาด้วยการรับประทานยา (เป็นยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ หรือ RETINOIDS) และ การรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ (เป็นการรักษาที่เหมาะกับผู้ที่มีหลุมสิวขนาดใหญ่มหึมาจนยาทาและยากินก็ช่วยไม่ไหว หรือเรียกได้ว่าเป็นหลุมลึกแบบ Ice pick scar และ Box scar ซึ่งเป็นการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการทายาและครีมบำรุงร่วมด้วย) ซึ่งการรักษาแต่ละแบบอาจถูกนำมาใช้ในกรณีที่มีหลุมลึก หรืออาจใช้ร่วมกันบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกสถานเสริมความงาม คุณต้องมั่นในว่าสถานที่ที่คุณเลือกนั้นใช้วิธีการที่ อย. รับรอง และมีการให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ถ้าไม่แน่ใจก็ลองค้นหาข้อมูลในเน็ตหรือใน pantip ดูก็ได้ เผื่อได้ข้อมูลอะไรดี ๆ ประกอบการตัดสินใจของคุณ มาดูกันเลยว่าวิธีไหนบ้าง

แต้มกรด TCA การใช้กรด TCA เพื่อช่วยเร่งผิวใหม่ให้เกิดการแบ่งตัวเร็วขึ้น มันจึงช่วยทำให้รอยหลุมค่อย ๆ ตื้นขึ้น หากเราทำอาทิตย์ละครั้งจะมีระยะเวลาเห็นผลประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งการทานั้นจะเป็นการแต้มเฉพาะรอยหลุมที่เป็นเท่านั้น เพราะกรด TCA จะทำให้ผิวเป็นสะเก็ดดำ ๆ ถ้าใจไม่แข็งจริง คุณอาจถอดใจได้ง่าย ๆ เลย
การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ไม่ว่าจะเป็น AHA, BHA, PHA เพื่อเป็นการช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออกและเกิดการซ่อมแซมและทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น
กรดวิตามินเอ สำหรับคนที่กลัวการเป็นสะเก็ดและไม่รีบร้อนในการรักษา คุณสามารถใช้ยาทาอีกตัวที่ช่วยให้หลุมดูตื้นขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “กรดวิตามินเอ” โดยนำมาทาบนรอยหลุมเพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และยังสามารถทาได้บ่อยกว่ากรด TCA อีกด้วย เพราะสามารถทาได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
ทายาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Retin A เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว
ทาครีมลบลอยแผลเป็น การทาครีมลบรอยแผลเป็นและริ้วรอยที่มีส่วนผสมของวิตามินอี, AHA, BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้เช่นกัน
สกินแคร์ต่าง ๆ นอกจากตัวยาที่กล่าวมา สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินอี และ BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวได้เช่นกัน เพราะมันจะสามารถช่วยทำให้ผิวเนื้อค่อย ๆ ตื้นขึ้นขนเป็นที่น่าพอใจ
ผู้สนับสนุน
การรับประทานยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (RETINOIDS) ในกรณีนีมักถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อคุณมีปัญหาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาสิว เพราะทาที่ถูกนำมาใช้มักจะเป็นยาในกลุมของกรดวิตามินเอ อย่าง Roaccutance, Acnotin, Isotretinoin ซึ่งยาในกลุ่มนี้สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างผิวใหม่เพื่อช่วยเติมเต็มรอยหลุม และยังช่วยควบคุมความมันได้อีกด้วย แต่เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นยาทานที่มีผลต่อไขมันทั่วร่างกาย ระหว่างใช้อาจทำให้ตาแห้ง ผิวแห้ง ปากแห้งได้ ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้ภายในการดูแลของแพทย์ อย่าไปซื้อมากินเอง เพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณได้ นอกจากนี้การรับประทานวิตามินซีก็อาจจะช่วยได้บ้างในกรณีหลุมสิวยิวยังไม่เป็นพังผืด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีนี้ก็ไม่สามารถคาดหวังผลในการรักษาได้ครับ เพียงแต่เป็นตัวช่วยเสริมเท่านั้น
Skin Needing คือ การรักษาแบบที่ใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากจิ้มลงไปในผิวเพื่อผ่านตัวยาเข้าไปในผิว จึงทำให้ผิวสร้างตัวและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น หลุมจึงเต็มไวขึ้น ซึ่งการรักษาแบบนี้ในอดีตนั้นจะใช้วิธี Dermaroller ซึ่งไม่ได้รับการรับรองจาก อย. เนื่องจากการดูแลความสะอาดของอุปกรณ์เป็นไปได้ยาก หลัง ๆ มาจึงมีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือประเภทอัตโนมัติที่มีการทำงานคล้ายคลึงกันแทน อย่าง Dermpoint และ Tri-m (รูปนี้เป็นรูปก่อนและหลังทำ Dermaroller ครับ)
ทำ dermaroller
การทำ Subcision (เลาะพังผืดใต้หลุมสิว) วิธีนี้แพทย์จะใช้เข็มลักษณะพิเศษที่มีคุณสมบัติในการตัดผิวหนังที่เรียกว่า เข็ม Nokor โดยแพทย์จะทำการสอดเข็มลงไปใต้ผิวหนังเพื่อทำการตัดพังผืดใต้ผิวหนัง แล้วทำการเซาะทีละหลุม ๆ ค่อย ๆ ทำไปจนทั่วใบหน้า หลังการทำจะมีแผลแต่ละรอยเข็มที่ทำ ผิวหนังที่โดนเซาะจะมีเลือดออกและอาจม่วงช้ำอยู่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นหลุมสิวก็จะตื้นขึ้น แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนัง เกิดเป็นแผลใหม่ และกลายเป็นแผลเป็นนูนจากการรักษา จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักเพราะผลที่ได้อาจไม่คุ้มกับความเจ็บตัว
Subcision
ฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิว เป็นอีกวิธีที่เหมาะกับการรักษาหลุมสิวระดับทั่วไปในระดับตื้นถึงลึกปานกลาง ฟิลเลอร์ (Filler) นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกแทน “สารเติมเต็ม” โดยสารที่นิยมนำมาใช้กันมากก็คือ ไฮยาลูรอนิค เอซิด (Hyaluronic Acid) เนื่องจากจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าคอลลาเจน ส่วนใหญ่แล้วการรักษาด้วยวิธีจะค่อนข้างได้ผลประมาณ 30-70% เลยทีเดียว เพราะมันเป็นการฉีดสารเข้าไปเพื่อเติมเต็มรอยหลุมในทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายสร้างเนื้อขึ้นมาเอง แต่การฉีด 1 ครั้งจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี เพราะมันเป็นสารที่สามารถเสื่อมสลายไปได้เอง (แบบชั่วคราวจะมีความปลอดภัยกว่าแบบถาวร) หลุมสิว.

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างถือเป็นปัญหาใหญ่ของสาวหลายคน

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้างถือเป็นปัญหาใหญ่ของสาวหลายคน ที่ทำให้ต้องกลุ้มใจไปตาม ๆ กัน เพราะเวลาแต่งหน้าออกมาทีไรก็จะดูไม่เนียนใส แถมยังเป็นตัวการทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้นได้ง่าย นี่แหละจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนต้องมองหาวิธีกำจัดรูขุมขนกว้างให้กระชับและเล็กลง ทั้งนี้กระปุกดอทคอมเองก็เข้าใจถึงหัวอกของคุณสาว ๆ ดีค่ะ จึงได้นำวิธีจัดการปัญหารูขุมขนกว้างมาให้สาว ๆ ได้ลองเอาไปใช้กันดู ถ้าอยากรู้ว่าจะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นและน้ำเย็น

โดยในตอนเช้าและตอนเย็น ให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นก่อนเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนให้กว้าง จากนั้นทำความสะอาดตามปกติ แล้วปิดท้ายด้วยการล้างน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน วิธีนี้จะช่วยทำให้ทำความสะอาดใบหน้าได้อย่างล้ำลึก และทำบ่อย ๆ รูขุมขนก็จะค่อย ๆ กระชับขึ้นอีกด้วย

ประคบน้ำแข็งกระชับรูขุมขน

หลังจากล้างหน้าเสร็จ ให้ใช้น้ำแข็งก้อนประคบบนใบหน้าและบริเวณรูขุมขนประมาณ 2-3 นาที จะช่วยทำให้รูขุมขนตึงกระชับมากขึ้น และถ้าหากทำบ่อย ๆ รูขุมขนจะเล็กลงจนสังเกตเห็นได้ชัด

ใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดใบหน้า

หลังล้างหน้าทุกครั้งให้ใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาด เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนใบหน้าให้สะอาดหมดจด เพราะถ้าหากใบหน้าสะอาด รูขุมขนก็จะไม่มีสิ่งอุดตัน ซึ่งจะส่งผลให้รูขุมขนค่อย ๆ เล็กลง และหน้าก็จะดูใสขึ้นด้วย

มาสก์หน้าด้วยแตงกวากับน้ำผึ้งกระชับรูขุมขน

นำแตงกวามาปอกเปลือกสับให้ละเอียด ใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นให้นำมามาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ทำบ่อย ๆ จะช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมันบนใบหน้า และทำให้หน้ากระจ่างขาวใสขึ้นได้

เช็ดหน้าด้วยน้ำมะนาว

นำมะนาวสดมาผ่าครึ่ง บีบน้ำมะนาวใส่ถ้วย จากนั้นให้นำสำลีมาชุบและทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาทีแล้วล้างออก น้ำมะนาวจะช่วยกระชับให้ผิวหน้าเต่งตึง และช่วยทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลง ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

นวดหน้าด้วยเบกกิ้งโซดา

นำเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาลงใบหน้าบริเวณที่มีรูขุมขนกว้าง นวดอย่างเบามือประมาณ 1 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด โดยให้ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง รูขุมขนจะเล็กลง หน้าจะเนียนขึ้น ที่สำคัญสูตรนี้ยังจะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้อีกด้วย

เมื่อรู้เคล็ดลับจัดการกับปัญหารูขุมขนกว้างกันไปแล้วก็อย่าลืมเอาไปลองทำตามกันดูนะคะสาว ๆ คราวนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีใบหน้าเนียนใสเอาไว้อวดเพื่อน ๆ แน่นอน กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง สาว ๆ หลายคนอาจจะส่ายหัวด้วยความท้อแท้

ลดหน้าท้อง  สาว ๆ หลายคนอาจจะส่ายหัวด้วยความท้อแท้ เพราะกว่าจะก้าวเข้าไปสู่การมีหน้าท้องแบนราบได้นั้น ต้องอาศัยความอดทน การใช้เวลาในการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างมากเลยทีเดียว แต่หากใครใจสู้อยากจะมีหน้าท้องแบนราบ เผื่อวันไหนจะใส่บิกินี่หรือเสื้อเอวลอยจะได้มั่นใจเต็มร้อยแล้วละก็ อาจจะลองหยิบเทคนิคการมีหน้าท้องแบนราบที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากไปใช้ก็ได้นะคะ ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง

เพิ่มโปรตีน

หากเพิ่มการกินโปรตีนเข้าไปให้มากกว่าเดิม จะช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญอาหารของคุณดีขึ้น ลองกินไข่ต้มสุก 4 ฟองในมื้อเช้าดูสิ มันจะช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารและช่วยทำให้คุณได้เป็นเจ้าของหน้าท้องที่แบนราบได้อย่างที่หวังเอาไว้ เพราะอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนจะช่วยย่อย ดูดซึม และเผาผลาญได้ดี นั่นก็หมายความว่าการเผาผลาญแคลอรี่จะดีกว่าเดิมและคุณจะรู้สึกอิ่มท้องนานด้วย

กินแอปเปิลทุกวัน

อีกหนึ่งวิธีในการลดไขมันตรงส่วนหน้าท้องให้แบนราบ นั่นคือการกินผักและผลไม้สดทุกวันนั่นเอง ซึ่งขอแนะนำว่า การกินแอปเปิลทุกวันจะช่วยทำให้หน้าท้องแบนราบ ก็เพราะว่าแอปเปิลอุดมไปด้วยสารเพคติน (Pectin) ที่จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ยังไงล่ะ ที่สำคัญยังทำให้ไม่รู้สึกหิวด้วย

เล่นเวท

หากคุณต้องการสร้างกล้ามเนื้อให้มากและกำจัดไขมันออกไป ก็ควรจะหันมาเล่นเวทเพิ่มด้วย หากคุณออกกำลังกายอยู่แล้ว ก็ให้เพิ่มการเล่นเวทเสริมเข้าไป เพราะการเล่นเวทจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีขึ้น ซึ่งหากคุณออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอแต่ไม่ได้เล่นเวท ก็อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะตรงส่วนหน้าท้องได้ รู้แบบนี้แล้วก็เล่นเวทเสริมเข้าไปกันเถอะสาว ๆ

ดื่มน้ำเยอะ ๆ

รู้หรือไม่ว่า การดื่มน้ำช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ แถมยังทำให้หน้าท้องของคุณแบนราบได้ด้วย แค่หันมาดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร 1 แก้ว แล้วคุณก็จะไม่ค่อยหิวและกินอาหารได้น้อยลง ส่วนในระหว่างวันก็จิบน้ำเรื่อย ๆ อย่ามัวแต่หยิบน้ำขึ้นมาดื่มแค่ตอนกระหายเท่านั้นนะคะ

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอลดหน้าท้อง

หากต้องการให้หน้าท้องแบนราบ คุณควรจะออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงราว 30-60 นาที โดยลองวิ่งสัก 10 นาที, วิ่งสปรินท์ (Sprint) 1 นาที, ทำท่าเบอร์พี (Burpee) 5-10 ครั้ง และวิดพื้น 15-20 ครั้ง ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วทันใจ คุณควรจะออกกำลังกายแบบนี้ซ้ำ ๆ สัก 5 รอบ รับรองหน้าท้องแจ่มแน่

อย่ากินดึก

สาว ๆ ที่ชอบกินจุกจิกตอนกลางคืนระวังให้ดี เพราะนี่แหละคือตัวการที่ทำให้พุงใหญ่ได้ง่าย ๆ เลย ทางที่ดีคุณควรจะหยุดการกินทุกอย่าง 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะในขณะที่คุณนอนหลับ ระบบเผาผลาญอาหารจะทำงานได้ช้าลง ซึ่งก็หมายความว่าทุกสิ่งอย่างที่กินเข้าไปก่อนนอนไม่ได้รับการเผาผลาญออกไปเลยยังไงล่ะ จึงไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหมว่าทำไมคุณถึงอ้วนและพุงปลิ้นตลอดเวลา รู้แบบนี้แล้วก็อย่ากินดึกกันนะจ๊ะ

กระโดดเชือก

การออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือก สามารถทำให้หน้าท้องของคุณแบนราบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงเวลาที่คุณกำลังกระโดดเชือกอยู่นั้น เท่ากับการที่คุณออกกำลังกายอย่างหนักถึง 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ฉะนั้นการกระโดดเชือกจึงช่วยกระตุ้นเผาผลาญแคลอรี่ได้มากเลยทีเดียว

ลดการกินเค็มลดหน้าท้อง

รู้อยู่แล้วแหละ ว่าการกินเค็มเป็นสิ่งโปรดปรานของสาว ๆ หลายคน แต่รู้ไหมว่าหากกินเค็มมากเกินไปก็อาจจะทำให้ตัวบวมได้นะ ถ้าหากเลี่ยงการกินเค็มไม่ได้จริง ๆ ให้ใช้เกลือโครเชอร์หรือเกลือทะเลมาปรุงอาหารแทน เพราะเกลือ 2 ชนิดนี้มีโซเดียมต่ำ ซึ่งก็จะทำให้ไม่เกิดอาการตัวบวมยังไงล่ะ

งดแอลกอฮอล์

สาวนักดื่มตัวยงที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ ก็คงถึงเวลาที่ต้องงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดแล้วล่ะ เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้ร่างกายของคุณกักเก็บไขมันที่กินเข้าไปได้มากกว่าเดิม อีกทั้งยังต้องการการเผาผลาญมากกว่าเดิมถึง 36 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้วก็งดดื่มแอลกอฮอล์กันดีกว่าเนอะ

บริหารร่างกายให้แข็งแรง

การบริหารร่างกายให้แข็งแรง ไม่ได้หมายความว่าการออกกำลังกายอย่างรุนแรง เพราะแค่คุณลุกนั่งขึ้นลงและกำหนดลมหายใจ ก็จะช่วยให้หน้าท้องของคุณกระชับมากขึ้นแล้ว ซึ่งคุณอาจจะเลือกการเล่นโยคะไปเลยก็ได้นะคะ

สาว ๆ คนไหนที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ ก็อย่าเอาแต่เพ้อฝันอยากจะมีเพียงอย่างเดียวนะคะ หากลงมือปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้ รับรองว่าใคร ๆ ก็ต้องอิจฉาความสวยงามของหน้าท้องคุณแน่ ๆ ลดหน้าท้อง.